Papa kaew

Nov 9, 2005 at 03:43 o\clock

10.มหกรรมจับปลาวันฟ้ารั่ว

10.มหกรรมจับปลาวันฟ้ารั่ว

 

                กว่า 40 ปีที่ผ่านมา หน้าฝนดูจะไม่สลักสำคัญอะไรนักหนา แต่พอมาปีนี้ หน้าฝนกลับทำให้เรารู้สึกถึงความสำคัญของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างใจจดใจจ่อ

            ก็เพราะเรามาลงหลักปักฐานที่บริเวณปลายนาน่ะสิ เจ้าของเดิมบอกว่าน้ำไม่ท่วมๆ แต่พอเอาเข้าจริงๆ แค่ฝนตกหนักๆติดต่อกัน 3-4 ชั่วโมง ประกอบกับมีชาวบ้านปิดทางน้ำไว้เพื่อกันน้ำเข้านา ก็ทำเอาที่นาของเรากลายเป็นทะเลสาบย่อมๆอยู่หลายชั่วโมง

                คืนหนึ่งฝนตกหนักทั้งคืน เราก็คิดว่าน้ำคงไม่ท่วมเหมือนเคย เพราะกระสอบทรายของชาวบ้านไหลไปกับน้ำแล้ว ราวหกโมงเช้าพ่อรีบขับรถออกไปดูว่าน้ำท่วมไหม สักพักพ่อกลับบ้าน รายงานว่าเหตุการณ์ปกติดี พอเจ็ดโมงครึ่ง ปรากฏว่าพ่อหลวงโทรศัพท์มาบอกว่าน้ำจะท่วมที่นาของชาวบ้าน ต้องขอขุดดินบริเวณที่เราถมไว้เป็นทางเข้าบ้าน เพื่อให้น้ำไหลผ่านได้สะดวก เรียกว่าเวลาผ่านไปไม่เท่าไหร่ กระแสน้ำที่ล้นจากอ่างเก็บน้ำ ก็เกือบทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน

                พ่อรีบขับรถออกไปดูอีกครั้ง คราวนี้น้ำเจิ่งนองอีกตามเคย แต่ราวชั่วโมงเศษๆ เหตุการณ์ทุกอย่างก็เป็นปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                แต่ทว่าที่บริเวณบ้านพักนั้น น้ำป่าสีแดงๆก็ไหลเอ่อขึ้นท่วมถึงที่จอดรถเลย ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจนถึงแนวต้นไม้ริมขอบสระข้างบ้าน เรากับลูกต่างตื่นเต้น พ่อบอกว่าที่หน้ามหาวิทยาลัยน้ำท่วม ให้ขับรถระวังๆ

                พอเราออกไปส่งลูก ก็พบว่าถนนสองฝั่งทางเข้า ม. นั้น ท่วมถึงขนาดต้องเอาเรือท้องแบนมาใช้กันเลย รถต้องค่อยๆกระดึ๊บๆไป ไม่อย่างนั้นน้ำจะกระฉอกเข้าท่วมรถ ระหว่างทางเข้าสู่ตัวเมืองนั้น ชาวบ้านต่างจอดรถไว้บนไหล่ทาง เพราะน้ำท่วมบ้าน บางช่วงชาวบ้าน ลูกเล็กเด็กแดงออกมาจับปลากันสนุกสนาน ราวกับมีมหกรรมจับปลายังไงยังงั้นเลย บ้างก็เล่นน้ำกันแบบไม่ทุกข์ร้อน แต่ที่เดือดร้อนคือเรา เพราะลูกสาวอยากจะเล่นจับปลาอย่างเขาบ้าง

                ช่วงเย็นเราขับรถกลับมาหาพ่อที่ม. พ่อร่ำร้องว่าอยากจะเข้าไปดูที่ของเราอีกครั้ง ว่าน้ำท่วมอีกไหม แต่ปรากฏว่าเข้าไปได้แค่หน่อยเดียว ชาวบ้านก็บอกว่าตรงช่วงคอสะพานน้ำท่วมเยอะ เอารถเข้าไปไม่ได้  พ่อก็พยายามจะขับรถไปด้านบ้านม่วงคำ ก็เข้าไม่ได้อีก เพราะน้ำป่าไหลทะลัก ทำเอาคอสะพานทรุด ขาไปอาจจะไปได้ แต่ขากลับไม่รับประกันความปลอดภัย เราก็ต้องใส่เกียร์ถอยอีก

                แต่พ่อยังไม่ละความพยายาม แม้จะถามจากคนในหมู่บ้านแล้ว ว่าที่ของเราหายห่วง พ่อก็ยังตะแง้วๆอยากจะไปดูให้เห็นกับตาอีก เราไม่เห็นด้วยเพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย แต่แรงสนับสนุนเล็กๆบนตัก กลับบอกว่า หนูก็อยากเห็นกับตาด้วย ทำเอาเราต้องยอมแพ้ลูกบ้าของพ่อกับลูก

แล้วงานนี้คนที่ดีใจราวกับปลากระดี่ได้น้ำ ก็หนีไม่พ้นเจ้าตัวเล็กของเรา